สำหรับนายจ้างยุคปัจจุบันที่พึ่งพาแรงงานต่างชาติ การควบคุมดูแลเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมายถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเมื่อลักษณะงานของลูกจ้างเปลี่ยนไป การทำเรื่อง เปลี่ยนประเภทงานต่างด้าว ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงจึงเป็นสิ่งที่ห้ามละเลยโดยเด็ดขาด หลายครั้งที่นายจ้างคิดว่าจ้างเข้ามาแบบถูกกฎหมายแล้ว จะให้ทำหน้าที่อะไรก็คงไม่มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงแล้ว “หากประเภทงานในใบอนุญาตไม่ตรงกับงานที่ทำจริง” ทั้งนายจ้างและตัวแรงงานมีความผิดทางกฎหมายเต็มๆ และอาจต้องเผชิญกับโทษปรับที่สูงถึงหลักแสนบาท!
1. ทำไมกฎหมายบังคับให้ต้องเปลี่ยนประเภทงานต่างด้าว?
ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า แรงงานต่างด้าวต้องทำงานตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งเงื่อนไขเหล่านั้นประกอบด้วย ชื่อนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงาน/ประเภทงาน
เหตุผลที่ภาครัฐต้องกวดขันเรื่องนี้ เนื่องจากประกาศกระทรวงแรงงานฉบับล่าสุด ได้มีการจัดหมวดหมู่งานที่อนุญาตให้คนต่างชาติทำได้ โดยแบ่งออกเป็นบัญชีต่างๆ อย่างชัดเจน เพื่อควบคุมไม่ให้แรงงานต่างชาติเข้ามาแย่งอาชีพของคนไทย โดยหากลูกน้องต่างด้าวเริ่มมีทักษะและฝีมือการทำงานที่สูงขึ้น จะถือว่าขยับเข้าข่ายตามกฎระเบียบของ บัญชีที่ 3 (หน้า 8-9 ของประกาศกระทรวงแรงงาน) ซึ่งระบุเงื่อนไขอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานฝีมือหรือกึ่งฝีมือได้เฉพาะการเป็นลูกจ้างของนิติบุคคลเท่านั้น ดังนั้น การแจ้งปรับปรุงข้อมูลเอกสารให้ตรงกับลักษณะงานจริงจึงไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางอาชีพและกฎหมายแรงงานที่นายจ้างต้องใส่ใจ
เมื่อหน้างานจริงเปลี่ยน / พัฒนาทักษะขึ้น
2. ใครบ้างต้องเปลี่ยนประเภทงานต่างด้าว? (กรรมกร vs ช่างฝีมือ)
คำถามยอดฮิตของนายจ้างหลายคนคือ “แล้วงานแบบไหนที่เรียกว่ากรรมกร และงานแบบไหนที่ต้องยื่นเรื่องขอเปลี่ยน?” เพื่อให้คุณเข้าใจง่ายและไม่ต้องไปนั่งเปิดอ่านประกาศกฎหมายหลายหน้า เราได้ทำการเปรียบเทียบข้อแตกต่างของงานทั้ง 2 ประเภทนี้มาให้แล้วในตารางด้านล่างนี้
| ลักษณะการทำงานของลูกจ้างต่างด้าว | จัดอยู่ในประเภทงาน | ต้องทำเรื่องเปลี่ยนประเภทงาน? |
|---|---|---|
| ยกของ, แบกหาม, ขนย้ายวัสดุ, ทำความสะอาดไซต์งาน | งานกรรมกรทั่วไป (บัญชี 4) | ไม่ต้องเปลี่ยน |
| ผสมปูน, ส่งอิฐ, ขุดดิน, งานกวาดถูทั่วไป | งานกรรมกรทั่วไป (บัญชี 4) | ไม่ต้องเปลี่ยน |
| ก่ออิฐ, ฉาบปูน, ปูกระเบื้อง, ทำเคาน์เตอร์ครัว | งานก่อสร้าง/ช่างฝีมือ (บัญชี 3) | ต้องยื่นเปลี่ยนทันที |
| เชื่อมโครงเหล็ก, ตัดเหล็กโครงสร้าง, ประกอบนั่งร้านสูง | งานช่างฝีมือโลหะ (บัญชี 3) | ต้องยื่นเปลี่ยนทันที |
| ตัดเย็บเสื้อผ้าขึ้นแบบ, ซ่อมเครื่องยนต์, ขับรถโฟล์คลิฟต์ | งานเฉพาะทาง/ช่างฝีมือ (บัญชี 3) | ต้องยื่นเปลี่ยนทันที |
คำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ: หากในไซต์งานก่อสร้างของคุณมีการพัฒนาปรับตำแหน่งของแรงงานต่างด้าวจากแรงงานทั่วไปยกหามไปทำงานช่าง คุณสามารถยื่นเรื่องจัดการสิทธิ์เอกสารผ่านทาง บริการแจ้งเปลี่ยนประเภทงานเป็นช่างฝีมือก่อสร้าง ของเราได้โดยตรง เพื่อความรวดเร็วและป้องกันข้อผิดพลาดทางกฎหมายครับ
ข้อสังเกตสำคัญ: หากลูกจ้างของท่านทำหน้าที่คละกัน เช่น ในหนึ่งวันมีทั้งยกของหนัก (กรรมกร) และมีช่วงเวลาที่ต้องปูกระเบื้องหรือก่อฉาบ (ช่างฝีมือ) กฎหมายจะยึดถือเอา “งานที่มีระดับทักษะสูงที่สุดหรือมีความเสี่ยงที่สุดเป็นหลัก” ดังนั้นในกรณีนี้ ท่านจำเป็นต้องแจ้ง เปลี่ยนประเภทงานต่างด้าว ให้เป็นระดับช่างฝีมือ หรือเพิ่มลักษณะงานลงไปในใบอนุญาต เพื่อความปลอดภัยในการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่จัดหางาน
3. โทษปรับรุนแรงแค่ไหนหากไม่ยอมเปลี่ยนประเภทงานต่างด้าว?
การละเลยการแจ้งเปลี่ยนข้อมูลให้ตรงตามจริง มีค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่สูงมาก ซึ่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวได้ระบุบทลงโทษที่เด็ดขาดและครอบคลุมทั้งตัวนายจ้างและลูกจ้าง ดังต่อไปนี้
สำหรับนายจ้าง (มาตรา 9):
- โทษปรับครั้งแรก: ปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท ต่อแรงงานต่างด้าว 1 คนที่ทำผิดเงื่อนไข
- โทษการกระทำความผิดซ้ำ: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 200,000 บาท ต่อแรงงาน 1 คน และ ห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นเวลา 3 ปี
สำหรับแรงงานต่างด้าว (มาตรา 8):
- โทษปรับ: ปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท
- มาตรการผลักดันออก: ถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางทันที และจะโดนแบล็กลิสต์ ห้ามขอใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี
ลองคิดดูว่าหากคุณจ้างแรงงานต่างด้าว 10 คน และให้พวกเขาทั้งหมดขยับไปทำงานที่เป็นงานฝีมือโดยไม่ได้ขอแจ้งเพิ่มหรือแก้ไขประเภทงาน หากโดนตรวจสอบและลงโทษ ปรับขั้นต่ำสุดคือนายจ้างโดน 100,000 บาททันที นี่คือเหตุผลว่าทำไมการสละเวลาทำเรื่องยื่นเอกสารให้ถูกต้องถึงคุ้มค่ากว่ามาก
4. เอกสารที่ต้องใช้ในการเปลี่ยนประเภทงานต่างด้าว
ก่อนที่นายจ้างจะเดินทางไปยื่นเรื่องที่สำนักงานจัดหางาน หรือดำเนินการยื่นเรื่องผ่านทางช่องทางออนไลน์ ควรตรวจสอบรายการเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เสียเวลาในการยื่นคำร้องรอบสอง โดยเอกสารจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้ครับ
- ✓
กรณีนิติบุคคล: สำเนาหนังสือรับรองบริษัท (อายุไม่เกิน 6 เดือน) - ✓
สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจ - ✓
กรณีบุคคลธรรมดา: สำเนาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้านนายจ้าง - ✓
เอกสารแสดงสิทธิ์สถานที่ตั้ง เช่น ทะเบียนบ้าน, สัญญาเช่า, แผนที่บริษัท - ✓
หนังสือมอบอำนาจของนายจ้าง (กรณีไม่ได้ยื่นเอง ติดอากรแสตมป์ 30 บาท)
- ✓
ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit): เล่มจริงพร้อมสำเนา - ✓
หนังสือเดินทาง (Passport): ตัวจริงพร้อมสำเนาหน้าวีซ่าที่ยังไม่หมดอายุ - ✓
รูปถ่าย: ขนาด 1.5 นิ้ว จำนวน 3 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) - ✓
แบบคำขอ บต.45: คำขอเปลี่ยนรายการในใบอนุญาตทำงาน - ✓
แบบคำขอ บต.46: หนังสือรับรองการจ้างงานโดยนายจ้าง
5. 5 ขั้นตอนในการเปลี่ยนประเภทงานต่างด้าว ด้วยตัวเอง
กระบวนการยื่นขอเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมลักษณะงานในใบอนุญาตทำงาน ปัจจุบันระบบราชการไทยได้รับการพัฒนาให้รวดเร็วและสะดวกสบายขึ้นมาก โดยมีขั้นตอนพื้นฐานดังนี้:
ตรวจสอบว่าทักษะหรืองานใหม่ที่แรงงานทำ ขัดต่อประกาศห้ามอาชีพสงวนของคนต่างด้าวหรือไม่ และระบุประเภทงานใหม่ให้ชัดเจน
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม บต.45 และ บต.46 จากเว็บไซต์สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรอกรายละเอียดลักษณะงานที่เพิ่มขึ้นมาให้ถูกต้องและชัดเจน
นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดตามที่ตั้งของสถานประกอบการ หรือยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit
ชำระค่าธรรมเนียมคำร้องขอแก้ไขรายการในใบอนุญาตทำงาน (โดยปกติมีอัตราค่าธรรมเนียมที่ 400 บาท ต่อคำขอ หรือตามประเภทงาน)
เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลและแสตมป์อนุมัติเพิ่มหรือเปลี่ยนประเภทงานลงในใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว
เมื่อดำเนินการครบถ้วนแล้วแรงงานต่างด้าวถึงจะสามารถทำงานช่างฝีมือหรืองานประเภทใหม่ได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย 100% โดยผู้ตรวจสอบจะไม่สามารถตั้งข้อหาทำงานผิดประเภทงานเพื่อเปรียบเทียบปรับได้อีกต่อไป
6. คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการเปลี่ยนประเภทงานต่างด้าว
หากลูกจ้างนำเข้าแบบ MOU สามารถขอเปลี่ยนประเภทงานได้ไหม?
ได้ครับ แรงงานกลุ่ม MOU ก็สามารถทำเรื่องขอเพิ่มหรือเปลี่ยนประเภทงานได้เช่นกัน แต่ต้องมีหนังสือรับรองการทำงานและสัญญาจ้างงานของนายจ้างประกอบ และงานใหม่ต้องไม่ใช่อาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาดตามกฎหมายไทย
ถ้าในใบอนุญาตระบุว่า “กรรมกร” แต่แอบไปช่วยยืนเก็บเงินหน้าร้านค้า โดนจับไหม?
โดนจับแน่นอนครับ งานขายของหน้าร้านเป็นงานที่มีเงื่อนไขกำหนดไว้ในบัญชี 4 ห้ามแรงงานต่างด้าวทำหน้าที่เป็นพนักงานขายที่เป็นอิสระหรือทำงานแคชเชียร์ หากต้องการให้ทำหน้าที่ช่วยขายหน้าร้าน นายจ้างต้องยื่นขอ เปลี่ยนประเภทงานต่างด้าว เป็นงานขายของหน้าร้าน และต้องเป็นงานที่มีการควบคุมดูแลโดยคนไทย ซึ่งคุณสามารถมอบหมายงานดำเนินการให้แก่ผู้เชี่ยวชาญผ่านทาง บริการเปลี่ยนประเภทงานขายของหน้าร้าน ได้เลยครับ
ใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ในการดำเนินการผ่านกรมการจัดหางาน?
หากเตรียมเอกสารครบถ้วนไม่มีข้อผิดพลาด โดยทั่วไปการยื่นแก้ไขเปลี่ยนประเภทงานที่สำนักงานจัดหางานพื้นที่ จะใช้ระยะเวลาดำเนินการเพียง 1 ถึง 3 วันทำการ เท่านั้นครับ
ทำไมต้องเลือกเรา?
ระบบเอกสารที่ช่วยลดความเสี่ยงให้นายจ้าง
การลดความเสี่ยงไม่ได้จบที่การทำเอกสารให้ถูกต้อง แต่ต้องมีระบบติดตามหลังจากนั้นด้วย นายจ้างควรมีข้อมูลวันหมดอายุ เอกสารที่ต้องใช้ ผู้รับผิดชอบ สถานะงาน และหลักฐานการแจ้งเข้าออกที่ตรวจสอบย้อนหลังได้.
แจ้งวันหมดอายุผ่าน Line
ช่วยให้นายจ้างรู้ล่วงหน้าว่าแรงงานคนใดต้องต่อเอกสาร ลดงานเร่งและลดความเสี่ยงเอกสารขาดอายุ.
ระบบแรงงานของฉันผ่าน App Line
ช่วยรวมข้อมูลแรงงาน เอกสาร และสถานะงานไว้ในช่องทางที่ฝ่ายบุคคลเข้าถึงได้ง่าย.
หากนายจ้างต้องการวางระบบเอกสารแรงงานต่างด้าวให้ชัดขึ้น สามารถดูช่องทางติดต่อและจุดรับเอกสารได้ที่ passport.co.th













